ตุลสีคืออะไร? มีความเป็นมาอย่างไร? และการบูชาต้นตุลสีมีความเชื่อกันอย่างไร? นี่เป็นอีกข้อสงสัยหนึ่งที่ทำให้เกิดคำถามมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยี่ยมเยือนประเทศอินเดียเราสามารถพบเห็นต้นตุลสีได้ทั่วไปในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นตามศาสนสถาน ห้างร้าน บ้านเรือน ตลาดขายผัก แม้กระทั่งบนรถเมล์ ตุลสี เป็นภาษาฮินดี หมายถึง พืชชนิดหนึ่งมีกลิ่นฉุน ลำต้นมีความสูงโดยประมาณ ๒๐-๓๐ เซนติเมตร คนไทยเรารู้จักกันในนาม ต้นกระเพรา นั่นเอง เมื่อยึดเอาตามหลักความเชื่อเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชนิดของต้นตุลสี ชาวฮินดูก็แบ่งออกเป็นสองชนิด คือ รามตุลสี (Rama Tulsi) มีใบ และลำต้นขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน เพราะพระรามมีการเป็นสีเหลืองหรือสีขาว อีกชนิด คือ กฤษณะตุลสี ( ตำนานที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ปุราณ เกี่ยวกับที่มาของต้นตุลสี ได้เล่าไว้ดังนี้ พระวิษณุมีภรรยาอยู่สามคน คือ พระนางสรัสวตี พระนางลักษมี และพระนางคงคา อยู่มาวันหนึ่งได้เกิดทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงระหว่างพระสรัสวตีกับพระนางลักษมี พระนางสรัสวตีจึงได้สาปแช่งให้ พระนางลักษมีกลายเป็นต้นตุลสีไปเกิดอยู่บนโลกมนุษย์ตลอดกาล แต่ในขณะที่ทั้งสองทำเลาะวิวาทกันอยู่นั้นเอง พระวิษณุก็ทรงอยู่ ณ ที่นั้นด้วย จึงกล่าวกับพระนางลักษมีด้วยความเห็นใจว่า “ลักษมีถึงแม้ว่าเจ้าจะกลายเป็นตุลสีไปบังเกิดยังโลกมนุษย์ก็ตาม เมื่อใดที่คำสาปหายไปเจ้าก็กลับคืนสู่สภาพเดิมและกลับมาอยู่กับข้าดังเดิม ระหว่างช่วงเวลาที่เจ้าบังเกิดเป็นต้นตุลสีอยู่ในโลกมนุษย์จะมีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อว่า คันธกี (The Gandaki River) ไหลออกมาจากร่างกายของเจ้าและบนฝั่งของแม่น้ำสายนี้เอง ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าและจะจำแลงเป็นก้อนหิน ที่เรียกว่า สลกรมฺศิลา” จากเรื่องที่กล่าวมาแล้วนี้จึงทำให้ชาวฮินดูมีความเชื่ออย่างยิ่งเกี่ยวกับการสาปแช่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบุคคลห้าประเภท อันได้แก่ นักบวช (สาธุ) แม่หม้าย คนพิการ ยาจก และสุดท้ายคือ ฮีจาร่า (บุคคลสองเพศ) ดังที่เราทั้งหลายได้พบเห็นกันตามรถไฟขบวนต่างๆ ถ้าบุคคลดังที่กล่าวมาแล้วนี้ได้สาปแช่งบุคคลใด ชาวอินเดียเชื่อว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้รับความเจริญและจะมีอันเป็นไปตามคำสาปแช่งนั้น สำหรับชาวอินดูไวศวนิกาย (นับถือพระวิษณุ) ต้นตุลสีถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและพิธีกรรมใดที่จัดขึ้นหากขอกตุลสีแล้วถือว่าพิธีกรรมนั้นไม่สมบูรณ์หรือไม่อาจจะจัดขึ้นได้ ตุลสีได้ถูกยอมรับนับถือกันทั่วไปในกลุ่มชาวฮินดูว่าเปรียบเสมือนหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงและปกป้องพวกเขาจากเงื้อมมือของพระยายม หรือที่คนไทยเรียกว่าพระยามัจจุราช ชาวฮินดูยังเชื่ออีกว่าหากใครเผลอไปทำกิ่งหรือก้านของตุลสีหักถือเป็นบาปมหันต์เลยทีเดียว และเป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ในการบูชาตุลสีของแต่ละกลุ่มบุคคล การอธิษฐานขอพรและความเชื่อก็จะแตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้าแม่หม้ายบูชาตุลสี พวกเขาก็จะเรียกว่าพรที่พวกเขาจะได้รับคือ จะพบกับความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงที่พวกเขาได้ประสบมาแล้ว หญิงสาวชาวฮินดูที่ยังไม่แต่งงานบูชาตุลสีก็ด้วยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะพบได้เจอกับสามีที่ดีในอนาคต คู่สามีภรรยาบูชาตุลสีก็เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้บุตรชาย และเป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่และญาติพี่น้อง และคนชราตายไปจะได้ไปบังเกิดยังสวรรคโลก นอกจากนี้แล้วตุลสียังถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีศพของวรรณะพราหมณ์ เมื่อครอบครัววรรณะพราหมณ์ครอบครัวใดมีคนกำลังจะตาย ญาติก็จะไปเชิญนักบวชมาประกอบพิธี โดยที่นักบวชจะนำเอาต้นตุลสีไปวางใกล้ๆ กับผู้ที่กำลังจะตาย หลังจากที่นักบวชได้ทำพิธีบูชาตุลสีแล้ว นักบวชก็จะนำเอาใบตุลสีวางไว้ที่ หน้า ตา หู และหน้าอกของผู้ที่จะตายและนักบวชก็จะนำเอาใบตุลสีไปจุ่มกับน้ำแล้วนำมาพรมตั้งแต่หัวไปจนถึงเท้าแล้วยื่นให้แก่ผู้ที่กำลังจะตาย ในขณะนั้นบรรดาเหล่าญาติก็จะตะโกนดังๆ ว่า “ตุลสี ตุลสี” และที่สำคัญคือถ้าหากว่าผู้ที่กำลังจะตายได้ดื่มน้ำตุลสี (ใบตุลสีผสมน้ำ) เมื่อตายไปแล้วก็จะได้ไปจุติยังดินแดนของพระวิษณุ (Vishnu Laka) และที่ขาดไม่ได้เลยคือฟืนที่นำมาเผาศพจะต้องประกอบด้วยไม้ ๓ ชนิด คือ ไม้ตุลสี ไม้จันทร์ ไม้ปะละสาค (Palasac Wood) หรือที่คนไทยเรารู้จักกันคือทองกวาวนั้นเอง จึงจะถือว่าพิธีฌาปนกิจศพสมบูรณ์ นอกจากนี้ตุลสียังมีสรรพคุณทางเภสัชอีกด้วย ใบตุลสีมีกลิ่นหอมสามารถเป็นยาแก้ไอ และรักษาโรคทางเดินหายใจได้อีกด้วย หรือทานหลังอาหารหนึ่งหรือสองใบจะช่วยย่อยอาหาร การทานใบตุลสีก่อนหรือหลังอาบน้ำเย็นจะช่วยรักษาอุณหภูมิในท้องให้เหมาะสมและช่วยป้องกันการปวดเมื่อยจากความหนาว และอีกอย่างคือชาวฮินดูรู้จักวิธีการใช้ใบตุลสีเพื่อป้องกันการก่อตัวของเชื้อราและแบคทีเรีย โดยใส่ลงในน้ำที่ใช้อุปโภคและบริโภคได้อีกด้วย ดังนั้น ตุลสีจึงถือได้ว่าเป็นต้นไม้ที่ขาดเสียไม่ได้ในวิถีชีวิต และวิถีแห่งศาสนาของชาวฮินดู.
ตุลสี (The Sacred Tulsi)
สมาคมนักศึกษาไทย ม.พาราณสี,
วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553
การบูชาพระอาทิตย์
สมาคมนักศึกษาไทย ม.พาราณสี,
วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553
“ดวงอาทิตย์ส่องสว่างเฉพาะกลางวัน
ดวงจันทร์ส่องสว่างเฉพาะกลางคืน
กษัตริย์ทรงเครื่องรบแล้ว จึงสง่างาม
พราหมณ์เพ่งพินิจ จึงสง่างาม
แต่พระพุทธเจ้าทรงสง่างามด้วยพระเดช ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน”
การบูชาที่ยิ่งใหญ่ของชาวฮินดูที่เรารู้จักกันดี คงจะปฏิเสธไม่ได้กับการบูชาพระอาทิตย์ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นวิถีชีวิตยาวนานของชาวฮินดู มีการบูชาทั้งเวลาเย็นและเช้า ประชาชนจำนวนมากนำสิ่งต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องบูชาสุริยะเทพ โดยมีความเชื่อว่าสุริยะเทพนนั้นเป็นผู้มีพระคุณในการให้แสงสว่างแห่งชีวิต ถ้าไม่มีแสงอาทิตย์แล้วก็จะไม่สามารถดำเนินชีวิตไปได้ พร้อมทั้งทำการบูชาแม่คงคา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทุกคนให้ความสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลของตนเองและความเจริญรุ่งเรื่องแห่งชีวิต แต่ละครอบครัวจะจัดเตรียมสิ่งของเครื่องบูชาต่างๆ เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว ส้มโอ และขนม เป็นต้น
ชาวฮินดูถือว่าสุริยะเทพนั้นเป็นผู้มีความสำคัญต่อชีวิต พร้อมทั้งให้แสงสว่างต่อการดำเนินชีวิต ดังนั้นจึงได้มีการบูชาพระอาทิตย์เพื่อตอบแทนคุณและขอพร ส่วนสำหรับเราชาวพุทธ แสงสว่างแห่งปัญญาประเสริฐกว่าแสงสว่างอื่น เพราะว่าแสงสว่างแห่งพระอาทิตย์นั้นส่องได้เฉพาะที่เท่านั้น แต่แสงสว่างแห่งปัญญานั้นสามารถที่จะสามารถส่องได้ทุกที่ สามารถที่จะนำตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด โดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติตนตามหลักคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยิ่งทำให้เรานั้นเป็นผู้ที่สมบูรณ์ดั้งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ แต่อย่างไรก็ตามเรามาดูประเพณีและความเชื่อ เพราะเป็นความเชื่อที่ให้ผลแก่จิตใจของชาวฮินดู โดยเฉพาะชาวเมืองพาราณสีแล้ว ถือว่าสำคัญต่อชีวิติมาก
ช่วงเวลาเย็นของทุกวัน ประชาชนจะทยอยพากันมาที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ในมือถือเครื่องบูชาสักการะ บางคนก็เดินสวดมนต์มาตั้งแต่บ้านจนถึงแม่น้ำคงคา จากนั้นก็จะวางเครื่องบูชาไว้ มีการจุดธูปเทียน มีการไหว้พระแม่คงคา ผู้หญิงจะถือเครื่องบูชาและลงไปยืนนอยู่ในแม่น้ำแล้วสวดมนต์ พอเสร็จแล้วก็พากันเดินทางกลับบ้าน
แต่เช้าตรู่ของวันใหม่ ก็จะพากันไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคาอีกรอบ สวดมนต์พร้อมตั้งจิตอธิษฐานจนกว่าพระอาทิตย์ขึ้น ในขณะที่พระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าก็จะพากันโห่ร้องบูชาสุริยะเทพ โอมสุริยะเทพ จากนั้นก็พากันลงอาบน้ำเพื่อล้างบาปในแม่น้ำคงคา ตั้งจิตอธิษฐานต่อพระแม่คงคาและสุริยะเทพ เพื่อให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองเหมือนแสงพระอาทิตย์ และครอบครัวอยู่ร่มเย็นเป็นสุขเหมือนแม่น้ำคงคา โดยเฉพาะหญิงสาวแล้วจะให้ความสำคัญในการบูชามากเป็นกรณีพิเศษ เพราะถือว่าเป็นการไปประกาศตนต่อสุริยะเทพว่า ฉันเป็นสาวแล้วนะ สามารถที่จะทำอะไรได้ คือว่า สามารถที่จะแต่งงานได้ หรือทำงานต่างๆ ได้ และเป็นการล้างบาปตอนเป็นสาวพร้อมที่จะดำเนินชีวิตแบบสาวเต็มตัว อย่าว่าแต่สาวอินเดียเล้ย แม้สาวญี่ปุ่นบางคนก็ทำเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก สงสัยอยากประกาศตนว่าเป็นสาวแล้ว อย่างสาวอินเดีย.....อิอิ
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็จะเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าใหม่ที่นำมา คือว่า เปลี่ยนผ้าที่เป็นเด็กให้กลายเป็นสาวเต็มตัว ก็พากันเดินทางกลับบ้าน แล้วมีการฉลอง หรือนำอาหารต่างๆ และเครื่องบูชานั้นมากินเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และจะทำให้ชีวิติของตนพบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในปีนั้น.
